งานเสวนาครั้งที่ 3 จังหวัดอุดรธานี การเสวนาเรื่อง “กรณีศึกษา ผิด-ไม่ผิด พ.ร.บ. ในโลกออนไลน์”

24 สิงหาคม 2560 09:00 น.


การเสวนาเรื่อง “กรณีศึกษา ผิด-ไม่ผิด พ.ร.บ. ในโลกออนไลน์” โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้ ได้แก่ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุณปรเมศวร์ มินศิริ เจ้าของเว็บไซต์ Kapook.com คุณศิริพร สุวรรณพิทักษ์ เจ้าของเว็บไซต์ 212cafe.com และคุณณัฐ พยงค์ศรี นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่จะมามอบความรู้ให้แก่ผู้เข้าฟังเสวนาทุกท่าน

Cyber Crime : “มุมมองกว้างๆ ของวิทยากรที่มีต่อโลกออนไลน์ปัจจุบัน”
คุณปรเมศวร์ : ในยุคที่ MSN บูมนั้น เมื่อเราพิมพ์ข้อความส่งคำถามออกไปยังเพื่อน แล้วเพื่อนตอบกลับมา นั่นแสดงว่าเพื่อนเดินทางกลับถึงบ้านแล้ว เพราะเขาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว แต่ในปัจจุบันปัจจัยเรื่องความเร็วอินเทอร์เน็ต กลับกลายเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นยุควิดีโอ ผู้ชมจะหันไปชมทางวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าทางทีวีแล้ว
คุณศิริพร : อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในยุคช่วงเวลา แน่นอนว่า ธุรกิจชาบูที่บริหารอยู่ ก็ย่อมต้องทำการตลาดผ่านโลกออนไลน์
คุณณัฐ : ปัจจุบัน สมาร์ททีวี ทำได้หลายอย่าง เช่น ดูยูทูป เล่นเฟซบุ๊ก คู่มือสมาร์ททีวีบางยี่ห้อเขียนระบุเตือนไว้ว่า อย่าพูดเรื่องความลับหน้าจอทีวี เพราะทีวีกำลังฟังคุณอยู่ ฉะนั้นมีเรื่องของความไม่ปลอดภัยอยู่ด้วย เชื่อว่าหลายๆ คนเมื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมาแล้วอาจจะยังไม่ค่อยได้อ่านคู่มือ จึงอยากให้ทุกคนอ่านกันให้มากๆ โลกแห่งความเป็นจริงของอินเทอร์เน็ตเป็นโลกที่น่ากลัว
พ.ต.อ.ญาณพล : “การใช้ความเร็วอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้มักจะไม่พอต่อความต้องการกันทั้งนั้น อย่างที่บ้านผมก็ยังใช้ไม่พอ อยากให้เน็ตเร็วกว่านี้อีก สมัยก่อนเราได้ 64K ก็ปลื้มแล้ว ต่อมาก็เติบโตมาเรื่อยๆ”
“เคยดูข่าวไหมว่า ในการประชุมสภาครั้งหนึ่งที่มีรูปอนาจารปรากฏขึ้นจอในห้องประชุม นั่นคือมาจากฟีเจอร์ที่ยังไม่ได้ลบออก ข่าวลือบอกว่าอาจจะโดนแฮ็ก แต่ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่เป็นการแฮ็ก แต่เกิดจากการไม่ได้ลบออกจากฟีเจอร์ ส่วนเรื่องการเล่นเฟซบุ๊กที่หน้าจอสมาร์ททีวี ผมบอกว่าอย่าเล่นเลยดีกว่า การเล่นอินเทอร์เน็ตทุกอย่างฟรีก็จริง แต่ต้องแลกด้วยการสูญเสียเสรีภาพความเป็นส่วนตัวไป”
Cyber Crime : ช่วยแชร์ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีจากแวดวงออนไลน์
คุณปรเวศร์ : “อะไรที่มีประโยชน์มาก ก็ย่อมมีโทษด้วยเช่นกันอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่เราได้มาเสวนากันในวันนี้ก็เพื่อจะได้รู้เท่าทันเทคโนโลยี จะได้ช่วยลดภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวเราได้ หลายๆ คนก็คงจะมีประสบการณ์หลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น ถ้าเราทำร้านอาหารชาบูมีรสชาติดี คนก็จะบอกต่อผ่านโซเชียลมีเดีย แต่ในบางเรื่องอารมณ์ของสังคมจะพาไป แล้วผู้คนก็ไม่ได้สนใจข้อเท็จจริง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาใหญ่”
พ.ต.อ.ญาณพล : ได้อธิบายเสริมว่า “เป็นการผิดกฎหมายในแง่สร้างความตื่นตระหนกตกใจกลัว หรือทำให้เกิดความเสียหายตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14”
คุณศิริพร : “ที่เคยเจอก็คือ มีสมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้ชายเลิกกับแฟนสาว แล้วนำรูปแฟนมาโพสต์ประจาน ฝ่ายหญิงแจ้งให้เราในฐานะเป็นเจ้าของเพจช่วยลบรูปนั้น ถ้าผมลบก็จะเป็นผู้ทำลายหลักฐาน จึงใช้วิธีแก้ปัญหาคือ เมื่อมีคนเข้ามาดู จะไม่สามารถเปิดดูได้ แต่ผมยังสามารถเปิดข้อมูล Database ได้ แต่หลังจากนั้นผมปิดกั้นไม่ให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลมาดูรูปนี้ได้ แล้วไม่นานต่อมาก็มีหมายศาลมาถึงที่บ้านผม ข้อหามีความผิดมาตรา 15 เป็นผู้ปฏิบัติตามที่ไม่ให้ความร่วมมือ นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ฉะนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้ดูแลเว็บบอร์ด ก็ควรจะตรวจสอบให้ดีด้วย”
คุณณัฐ : “ขอยกตัวอย่าง 2 เคสเรื่องความปลอดภัยในการใช้โลกออนไลน์ ทุกวันนี้เราทุกคนมีโอกาสเป็นเว็บมาสเตอร์ได้ และก็มีโอกาสถูกแฮ็กได้เช่นกัน”
“อย่างในข่าวทุกวันนี้จะเห็นว่ามีข่าวการแฮ็กเกิดขึ้นบ่อย รู้ไหมครับเขาแฮ็กกันได้อย่างไร ในอดีตบางคนนำเบอร์มือถือมาตั้งพาสเวิร์ด แต่ปัจจุบันก็รู้กันแล้วว่าเสี่ยงต่อการถูกแฮ็ก จึงตั้งพาสเวิร์ดให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีการแฮ็กกันได้ จึงคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากการฟีชชิ่ง นั่นคือมิจฉาชีพทำเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกให้เรากรอกพาสเวิร์ด”
“ฟิชชิ่งนี้มักจะมากับอีเมล์ที่เราใช้ในการสมัครเข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ อีเมล์ของเรานั้นถ้าเราไม่ได้เข้าไปใช้งานเลย จะถูกปิดตัวลงเองอัตโนมัติ แต่เรายังเล่นเฟซบุ๊กได้ตามปกติ มิจฉาชีพจึงสวมรอยสมัครใช้งานต่อเนื่อง แล้วนำไปกู้คืนพาสเวิร์ดเฟซบุ๊ก ก็เท่ากับว่ามิจฉาชีพได้ทั้งอีเมล์และเฟซบุ๊กของเราไปเลย”
จะเห็นได้ว่าโลกออนไลน์นั้นมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้เข้าฟังการเสวนาได้มีประเด็นคำถามถึงวิทยากรไว้ดังนี้


คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา 1 : “เมื่อก่อนผมเคยโดนแฮ็ก และได้เปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่แล้ว แต่มาวันหนึ่งผมใช้ Hotmail เข้าเฟซบุ๊กไม่ได้ เพราะช่วงนั้น Hotmail ปรับปรุง ผมก็ไม่สามารถกรอกพาสเวิร์ดได้ ถ้าเกิดกรณีแบบนี้อีกควรจะทำอย่างไร อีกทั้งหมายเลขมือถือของผมที่ใช้สมัครยืนยันตัวตนใน Hotmail นั้นได้เลิกใช้หมายเลขนั้นไปแล้ว”
คุณณัฐ : “ลองเข้าไปเช็กดูก่อนว่าอีเมล์นั้นยังใช้ได้หรือไม่ หรืออาจจะลองสมัคร Hotmail ใหม่อีกครั้งโดยใช้พาสเวิร์ดเดิม และขอฝากให้ทุกท่านที่ใช้เฟซบุ๊ก ควรตั้งค่าแจ้งเตือนในกรณีที่มีผู้อื่นล็อกอินเฟซบุ๊กของเรา ก็จะได้รู้ ส่วนเรื่องที่คุณเลิกใช้หมายเลขมือถือนั้นไปแล้ว ก็ถือเป็นปัญหาที่หลายท่านร้องเรียนที่กระทรวงดิจิทัลฯ อยู่เหมือนกัน จึงขอแนะนำว่า ถ้าเราเปลี่ยนเบอร์มือถือ ควรจะไปยกเลิกเบอร์มือถือเดิมในเฟซบุ๊กด้วย”

คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา 2 : “ถ้าในเพจหนึ่งแจ้งว่า จนท.ตำรวจตั้งด่านที่ไหนบ้าง แล้วเรานำข้อมูลนี้ไปแชร์ จะมีความผิดหรือไม่”
พ.ต.อ.ญาณพล : เป็นผู้ให้ความกระจ่างว่า “ก็แชร์ได้ จะได้รู้ว่าตำรวจขยันขันแข็ง”


คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา 3 : “อยากถามเรื่องความปลอดภัยในการใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้งในการโอนเงิน”
พ.ต.อ.ญาณพล : ตอบได้อย่างน่าสนใจว่า “ยังปลอดภัยครับ เพราะระบบของธนาคารส่วนใหญ่มีความปลอดภัย ขอแนะนำว่าถ้ามีเงินเยอะๆ ควรจะแบ่งออกหลายๆ ก้อน ก้อนไหนมีจำนวนเยอะก็ไม่ควรเอามาเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตเลย ส่วนเงินกองย่อยๆ ที่ใช้ในประจำวันทั่วไปก็ใช้ทางแอปพลิชันโมบายแบงกิ้งได้ น่าจะดีกว่า แต่การใช้แอปพลิเคชันโมบายแบงก์ที่ยังไม่ปลอดภัยก็มาจากการใช้งานมือถือของเราเองนั่นเอง เพราะบางทีอาจจะไปดาวน์โหลดโน่นนี่นั่นแล้วมีแอปพลิเคชันที่ไม่ดีจากมิจฉาชีพแฝงมาด้วย”

คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา 4 : “เมื่อต้นปีมีข่าวเรื่องการเรียกค่าไถ่ผ่านไซเบอร์ ถ้าบริษัทผมโดน ไม่ทราบว่าทางรัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลืออะไรบ้างหรือไม่ อย่างไร”
คุณณัฐ : ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ตอบว่า “เราจะให้คำแนะนำว่า คุณเคยแบ็กอัพข้อมูลไว้บ้างหรือไม่ มีเรื่องที่อยากแชร์ให้ฟังก็แล้วกันคือ ผมเคยคุยกับแผนกความปลอดภัยด้านไซเบอร์ที่จีน ซึ่งที่นั่นไม่ค่อยกังวลเรื่องนี้ โดยเฉพาะของอาลีบาบา เขาบอกว่า เคยสังเกตไหมว่าไฟล์ข้อมูลจะมีนามสกุล ไวรัสคลิปล็อกเกอร์จะใช้วิธีการอ่านฐานข้อมูลว่ามีนามสกุลอะไรบ้าง แล้วมันจะเปลี่ยนนามสกุลนั้นให้เป็นของไวรัสคลิปล็อกเกอร์ ทำให้เราเปิดไฟล์อื่นไม่ได้ แผนกความปลอดภัยของอาลีบาบาจึงเปลี่ยนนามสกุลไฟล์ที่ไวรัสคลิปล็อกเกอร์ไม่รู้จัก นี่คือวิธีที่ง่ายที่สุด”

คำถามจากผู้เข้าร่วมสัมมนา 5 : “คนที่ทำเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วนำข่าวจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์มาเผยแพร่ เพื่อต้องการเพิ่มยอดผู้ชมเว็บไซต์ของตัวเอง จะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือไม่ อย่างไร”
คุณปรเมศวร์ : “ถ้านำข้อเขียนของคนอื่นมาลงก็จะผิด พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ นี้ขอยกตัวอย่างเช่น มีข่าวเหตุการณ์อะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วใครๆ ก็สามารถเขียนถึงเหตุการณ์นั้นได้ ก็ไม่ถือว่าผิด แต่ไม่ใช่คนอื่นเขียนแล้วเราไปลอกข้อเขียนของเขามาลง”
“วิธีแก้ไขง่ายๆ ก็คือ อย่างสมัยเด็กตอนที่เราเรียนการเขียนเรียงความ เราอ่านข้อความของคนอื่นแล้ว ออกไปเดินเล่นสักพัก แล้วกลับมาเขียนใหม่ในมุมมองของเรา จะไม่มีความผิด”
การเสวนาเรื่อง “กรณีศึกษา ผิด-ไม่ผิด พ.ร.บ. ในโลกออนไลน์” ในครั้งนี้นับว่ามีประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมฟังการเสวนาอย่างมากมาย ได้สาระความรู้เพิ่มเติมมากขึ้น ทุกท่านสามารถนำไปบอกต่อ และใช้ได้จริงในชีวิตประจำต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม

……………………………………………………………….


บทความที่เกี่ยวข้อง

จดหมายข่าว


IP: 54.81.117.68

ISP: Amazon.com